Menu : ประวัติอาจารย์คริส Fitness ภาษาอังกฤษ
บทเรียน : ครูเป็นฝรั่งรึเปล่า แกงกะลูมิตร
  Tense แปลว่า “เกร็ง” แค่ทักทาย...
Look me at my talking Dick!! Hay you farang...
   
Fitness ภาษาอังกฤษ
 
 
.......การ Fitness ภาษาอังกฤษ ก็คือการเรียนรู้และฝึกฝนภาษาอังกฤษเป็นประจำ เหมือนการออกกำลังกายนั่นแหล่ะครับ ทำเป็นประจำร่างกายก็แข็งแรง ฝึกภาษาอังกฤษเป็นประจำภาษาอังกฤษของคุณก็จะแข็งแรงเช่นเดียวกัน เรามาดูกันนดีกว่าว่าเราจะเริ่มกันยังไงดี ผมขออนุญาตเป็น Fitness Instructor ของคุณแล้วกันนะครับ
 
1.ฟังเพลงภาษาอังกฤษบ่อยๆ
 
.......เวลาคุณฟังเพลงฝรั่ง คุณรู้ไหมครับว่าตัวเองกำลังฟังอะไรอยู่ คุณเข้าใจหรือไม่ว่าเพลงที่เขาร้องนั้นเกี่ยวกับอะไร มีคำหรือประโยคภาษาอังกฤษอะไรบ้าง แล้วรู้ไหมครับว่าคุณกำลังร้องอะไรอยู่ ไม่ว่าจะตามเธค ในผับ หรือจากวิทยุและทีวี .... คำตอบคุณก็คงจะเป็น ไม่, ไม่แน่ใจ หรือนิดหน่อย
ก่อนที่คุณสมศรีจะตอบ นี่คือสิ่งที่เธอคิดครับ ดูสิครับว่าเหมือนคุณรึเปล่า
 
.......การฟังเพลงที่แท้จริงมันคืออินกับเนื้อร้อง เหมือนเวลาที่คุณอกหัก เพลงไหนยิ่งมีเนื้อร้องที่โดนละก็จะถูกใจโจ๋ยิ่งนัก การฟังเพลงมันต้องเอาหู สมอง กับความรู้สึกไปเกี่ยวข้องกับดนตรีและเนื้อร้องครับ เพราะคุณจะต้องสร้างและสะสมความคิดและความรู้สึกเป็นภาษาอังกฤษเยอะๆ เพราะการพูดมันก็คือการบอกความคิดและความรู้สึกออกมาเป็นภาษานั่นเอง
 
.......การฟังเพลงแล้วร้องตามสิ่งที่เราได้ยินแล้วพยายามเลียนแบบการออกเสียงคำและประโยคให้ถูกต้องตามนักร้องก็จะช่วยทำให้ทั้งสมอง ปาก และหูของคุณคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากขึ้น ผมอยากให้คุณลองหาซื้อเพลงภาษาอังกฤษมาฟังเยอะๆ ( ซื้อของแท้ด้วยนะจ๊ะ ) หาเนื้อร้องของเพลงที่ชอบ อาจโดยการค้นหาในเวปไซต์ต่างๆ โดยให้พิมพ์คำว่า “Song Lyrics” เข้าไปในกล่อง Search แล้วคุณก็จะเจอเวปไซต์ที่มีเนื้อร้องของเพลงเยอะมาก หรือถ้าคุณซื้อซีดีของแท้เนื้อร้องก็มีอยู่ข้างในอยู่แล้ว ขอให้หยิบมันออกมาดู สังเกตกันว่าเขาใช้ภาษาอย่างไรบ้าง และก็ฟังเพลงไปด้วย ร้องตามนักร้องไปด้วย ถ้าที่บ้านคุณมีคาราโอเกะก็แจ๋วเลย ช่วยไปหาวีซีดีคาราโอเกะเพลงภาษาอังกฤษมาฝึกร้อง ฝึกดูอย่างสนุกสนานด้วยตัวเองหรือกับเพื่อนก็ได้
 
ต่อไปนี้เวลาคุณร้องเพลง พยายามอย่าร้องเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเพลงที่คุณฟังและร้องกันด้วย สังเกตวิธีที่นักร้องเขาออกเสียงแต่ละคำ เพลงฝรั่งชอบใช้สำนวน Slang หรือ Idioms ที่คุณอาจจะไม่เข้าใจ แต่อย่าท้อแท้นะครับ พยายามหาความหมายเท่าที่คุณจะหาได้ แต่ถ้าหาได้ไม่หมด ก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะอย่าลืมว่าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา อีกอย่างก็คือคุณก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจหมดทุกอย่างครับ ให้มากเท่าที่จะมากได้ก็สุดยอดแล้ว
 
2. การอ่านหนังสือ
 
......การอ่านหนังสือเป็นวิธีการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีมาก เพราะจะทำให้คุณได้เห็นและทำความคุ้นเคยกับ Grammar และประโยคภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง คุณสามารถซ้อมภาษาอังกฤษของคุณได้โดยอ่านหนังสือเงียบๆ ในใจ หรืออ่านออกเสียงเพื่อฝึกการออกเสียงกันก็ได้ ถ้าคุณเป็นคนที่มีบุญหน่อยเพราะมีฝรั่งเจ้าของภาษาอยู่ข้างๆ การอ่านออกเสียงให้ฝรั่งได้แก้สำเนียงถือเป็นวิธีที่สุดยอดมาก
 
......เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ ผมแนะนำว่าคุณควรหาซื้อหนังสือหรือนิตยสารที่มีเรื่องราวที่คุณชอบและสนใจ เพราะจะทำให้การอ่านและเรียนรู้ภาษาอังกฤษสนุก น่าสนใจมากยิ่งขึ้น การอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างเช่น The Nation หรือ Bangkok Post ก็เป็นวิธีที่ดี เพราะหนังสือพิมพ์พวกนี้ใช้ภาษาอังกฤษดีมาก หลายคนคงจะเคยอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษแล้วบ่นกันว่าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษใช้คำและประโยคที่ยากมาก แต่ถ้าคุณมีความตั้งใจ ลองอ่านและพยายามทำความเข้าใจคำและประโยคที่เขาใช้กันได้บ้างก็พอ ไม่ต้องหมด วันละนิด วันละหน่อย คุณก็จะเก่งขึ้น แถมมีความรู้รอบตัวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ด้วย หรืออาจจะเริ่มจากการอ่านหนังสือพิมพ์แบบฝึกภาษาอังกฤษ อย่างเช่น Nation Junior ก่อนก็ได้ครับ
 
3. การดูหนังฝรั่ง
 
เวลาไปดูหนังโดยเฉพาะในโรงหนังส่วนใหญ่จะชอบใช้ตามากกว่าหูเพราะต้องอ่านคำบรรยายภาษาไทยข้างล่าง และยังต้องเอาตาไปดู Action, Live Scene, ฉากสวยๆ ในหนัง และก็ความสวย – หล่อของดารา แทบจะไม่ได้ใช้หูฟังสิ่งที่นักแสดงพูดกันเท่าไหร่ เพราะหลายคนได้ยอมแพ้กับการพยายามฟังและเข้าใจภาษาอังกฤษในหนังมานานแล้ว อย่าเพิ่งท้อครับ ผมจะแนะนำวิธีการฝึกฝนภาษาอังกฤษโดยการดูหนังให้ครับ
  • การไปดูหนังที่โรงหนัง ผมอยากให้คุณพยายามฟังภาษาอังกฤษให้เข้ากับคำบรรยายไทยให้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ อย่างเช่น คุณอาจได้ยินฝรั่งในหนังพูดว่า “Pull out your sword” และคำบรรยายไทยอาจเขียนไว้ว่า “ดึงดาบของแกออกมา” วันนั้นคุณอาจจะได้คำศัพท์ใหม่ เช่น ดาบ คือ Sword และคำนี้เขาออกเสียงกันว่า ซอร์ด ไม่ใช่ สวอร์ด หรือ สเวอร์ด อย่างที่คนไทยชอบพูดกัน
  • สมัครสมาชิกร้านวิดีโอ แล้วเช่าหนังฝรั่งที่คุณชอบและเคยดูมาก่อนแล้ว เอาแผ่นเสียบเข้าไปในเครื่องแล้วดูหนังเรื่องนั้นสักรอบโดยอ่าน Subtitles ภาษาไทย หรือถ้าหนังเรื่องนั้นมี Subtitles เป็นภาษาอังกฤษก็ยิ่งดี ให้ดูซ้ำอีกรอบแล้วรองสังเกตุคำศัพท์และ Grammar ของประโยคกันให้ได้ เพราะคุณจะเจอทั้งความรู้ใหม่ๆ และทบทวนความรู้เก่าๆ ฟังแล้วอ่าน Subtitles ไปด้วย จะได้ฝึกฟังแล้วรู้ว่าฝรั่งเขาพูดอะไรอยู่จริงๆ รอบที่3 ก็เอา Subtitles ออกให้หมด หรือถ้าเป็นวีซีดีหรือวิดีโอเอาออกไม่ได้ก็ให้หากระดาษมาปิดตรง Subtitles แล้วเริ่มดูหนังเรื่องเดิมอีกครั้ง ตั้งใจฟังภาษาอังกฤษในหนังให้ดีๆ เหตุผลที่ให้ทำแบบนี้ เพราะคุณรู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องอย่างไรบ้าง และแต่ละฉากมีอะไรเกิดขึ้น แล้วมีภาษาอังกฤษอะไรถูกใช้บ้าง คราวนี้สมองของคุณจะไม่ค่อยสนใจกับเนื้อเรื่องและความบันเทิงเท่าไหร่ จะได้มีสมาธิและความตั้งใจในการฟังภาษาอังกฤษ และฝึกความรู้ได้อย่างเต็มที่
 
.......แต่ระวังกันหน่อยนะครับ เพราะบางทีพวกวีซีดี-ดีวีดีเถื่อนมักจะมี Subtitles ภาษาอังกฤษผิดๆ เยอะ เช่น Hello Honey, I’m home = สวัสดีจ๊ะน้ำผึ้ง พี่กลับมาแล้ว !!?? จริงๆ แล้วแปลว่า สวัสดีจ๊ะที่รัก พี่กลับมาแล้ว หรือ You’re cool = นายเย็นมาก !!?? จริงๆ แล้วแปลว่า นายเจ๋งมาก
 
4. การฝึกภาษาอังกฤษจากคอมพิวเตอร์
 
........สมัยนี้มีซอฟต์แวร์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษขายกันเยอะ ผมว่าลองซื้อมาฝึกฝนที่บ้านบ้างก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งซอฟต์แวร์พวกนี้มีภาพสวยๆ ให้คุณเห็นบนจอ และมีภาษาอังกฤษให้คุณได้ฝึกฟัง
........การใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้เราฝึกฝนภาษาอังกฤษกันได้อย่างสนุกสนาน เพราะคุณสามารถทำอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษได้ อย่างเช่น Chat และการอ่าน-เขียน e-mail ( แต่ต้องเป็นภาษาอังกฤษนะจ๊ะ ) รวมทั้งการเข้าไปอ่านและหาความรู้จากเวปไซต์ต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือแม้กระทั่งการอ่านข่าวของสำนักข่าวต่างๆ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อหนังสือพิมพ์หลายๆ เล่มอีกด้วย
 
5. เปิดตาและสังเกตดูภาษาอังกฤษรอบๆ ตัวในชีวิตประจำวัน
 
.......หากสังเกตุให้ดี คำหรือประโยคภาษาอังกฤษที่มีอยู่ทั่วไปก็มักมาควบคู่กับคำภาษาไทย แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ดูแต่ภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษก็จะถูกผีบังหรือเป็นภาษาต่างชาติที่ไม่รู้จัก เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนไทยคิดว่าตัวเองเป็นคนไทย อยู่ในเมืองไทย ก็ต้องดูภาษาไทย ต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนผมอยากให้คุณลองสังเกตรอบตัวตลอดเวลา
.......เริ่มจากหากเวลาคุณไม่สบายแล้วต้องซื้อยาที่ร้านขายยาคุณจะเห็นบนป้ายเป็นภาษาไทยว่า “ร้านขายยา” และเห็นภาษาอังกฤษว่า “Pharmacy” แค่นี้คุณก็ได้คำศัพท์ใหม่เพิ่มมา 1 คำแล้ว หรือถ้าไปโรงพยาบาล คุณจะเห็นคำว่า “Emergency” อยู่ข้างๆ หรือข้างล่างคำว่า “ฉุกเฉิน” เสมอ
.......ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่า วันๆ หนึ่งคุณต้องพยายามเรียนรู้คำหรือประโยคภาษาอังกฤษใหม่ๆ สัก 5-10 คำ ซึ่งคุณอาจจะหาได้จากกิจกรรมที่คุณทำในวันนั้นๆ นั่นเอง
 
6. พยายามคิดเป็นภาษาอังกฤษ และพูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลาเพื่อที่สมองของคุณจะได้ไม่ลืม
 
.......พูดกันง่ายๆ ก็คือ ก่อนที่คุณจะไปใช้ภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้อย่างคล่องแคล่วและไหลลื่น คุณควรใช้กับตัวเองได้อย่างคล่องแคล่วและไหลลื่นเสียก่อน ดังนี้น อย่าลืมคิดและพูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษเยอะๆ พอจะคุยกับฝรั่งจะได้สามารถพูดได้เลย รับรองว่าเทคนิคนี้เวิร์คชัวร์ และพอคุณเริ่มใช้คล่องกับตัวเองแล้วค่อยหาเพื่อนหรือแฟนฝรั่งมาฝึกกันก็ได้นะจ๊ะ
 
7. เรียนภาษาอังกฤษตามโรงเรียนสอนภาษาต่างๆ ทั่วประเทศ
 
......หลายคนเรียนภาษาอังกฤษแค่ซัมเมอร์คอร์สในระยะเวลา 2 เดือน หรือ 30 ชั่วโมงแล้วก็จบกันไป แล้วหลังจากนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเรียนและซ้อมกันอีกเลย การจะเก่งอะไรสักอย่างหนึ่งจะต้องมีทั้งการเรียนและการฝึกซ้อมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคุณต้องเรียนภาษาอังกฤษและฝึกที่บ้านตลอดเวลา มันถึงจะได้ผลจริงๆ ครับ อาจจะฝึกพูดหน้ากระจกคนเดียว คุยกับคนที่บ้านหรือเพื่อนก็ได้ครับ เพราะการทำอย่างนี้ก็เปรียบเสมือนการฝึกรบก่อนออกไปรบจริงๆ